ข้อบังคับสมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากร
หมวดที่ ๑
ความทั่วไป
ข้อ ๑. สมาคมนี้มีชื่อว่า สมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากร เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Tax Auditor Association
ข้อ ๒. เครื่องหมายของสมาคมมีลักษณะเป็นรูป - ไม่มี -
ข้อ ๓. สำนักงานของสมาคมตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ 12 ซอยลาดพร้าว 94 ถนนลาดพร้าว แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310
ข้อ ๔. วัตถุประสงค์ของสมาคม เพื่อ
( ๑ ) เพื่อสนับสนุนให้การตรวจสอบบัญชีภาษีอากรเป็นไปตามมาตรฐานสากล
( ๒ ) เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านบัญชีภาษีอากร และข่าวสารใหม่ ๆ ให้แก่สมาชิกและบุคคลทั่วไป
( ๓ ) เพื่อเป็นศูนย์สร้างสานสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสมาชิก
( ๔ ) เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังจริยธรรมของผู้สอบบัญชีภาษีอากร
(๕ ) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของสมาชิก
( ๖ ) เพื่อให้บริการความรู้ด้านบัญชี ภาษีอากรแก่สังคม
( ๗ ) เพื่อจัดฝึกอบรมด้านการบัญชี การภาษีอากร การตรวจสอบบัญชี และอื่น ๆ ให้แก่สมาชิกและบุคคลทั่วไป
( ๘ ) สมาคมไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด
หมวดที่ ๒
สมาชิก
ข้อ ๕ สมาชิกของสมาคม มี 3 ประเภท คือ
( ๑ ) สมาชิกสามัญ ได้แก่ ผู้สอบบัญชีภาษีอากรที่ไม่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตและมีความประสงค์สมัครเป็นสมาชิกซึ่งคณะกรรมการได้มีมติให้สมัครเข้าเป็นสมาชิก และชำระค่าจดทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมตามที่คณะกรรมการกำหนดแล้ว
( ๒ ) สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลผู้ทรงเกียรติ หรือทรงคุณวุฒิ หรือผู้มีอุปการคุณแก่สมาคม ซึ่งคณะกรรมการลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมโดยสมาชิกประเภทนี้ไม่ต้องชำระค่าจดทะเบียนและค่าบำรุงสมาคม
( ๓ ) สมาชิกวิสามัญ ได้แก่ บุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในกิจการของสมาคมซึ่งคณะกรรมการได้มีมติให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกและชำระค่าจดทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมแล้ว
ข้อ ๖ สมาชิกสามัญและสมาชิกวิสามัญจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
( ๑ ) เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย
( ๒ ) ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ
( ๓ ) ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือต้องโทษจำคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาท หรือลหุโทษ การต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดดังกล่าว จะต้องเป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกหรือในระหว่างที่เป็นสมาชิกของสมาคมนั้น
( ๔ ) เป็นบุคคลที่คณะกรรมการได้มีมติให้สมัครเข้าเป็นสมาชิก และเสียค่าจดทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมแล้ว
ข้อ ๗ ค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคม
( ๑ ) สมาชิกสามัญ จะต้องเสียค่าลงทะเบียนครั้งแรก – บาท ค่าบำรุงสมาคมรายเดือน ๆ ละ - บาทหรือค่าบำรุงเป็นรายปี ๆ ละ 300 บาท
( ๒ ) สมาชิกกิตติมศักดิ์ มิต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมแต่อย่างใดทั้งสิ้น
( ๓ ) สมาชิกวิสามัญ จะต้องเสียค่าลงทะเบียนครั้งแรก – บาท ค่าบำรุงสมาคมรายเดือน ๆ ละ - บาทหรือค่าบำรุงเป็นรายปี ๆ ละ 300 บาท
ข้อ ๘ การสมัครสมาชิกของสมาคม ให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ยื่น ใบสมัครตามแบบสมาคมต่อนายทะเบียน และให้นายทะเบียนนำใบสมัคร เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการสมัครแล้ว เมื่อคณะกรรมการลงมติให้รับผู้ใดแล้ว ให้นายทะเบียนเป็นผู้แจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว
ข้อ ๙ ถ้าคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติให้รับผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก ก็ให้ผู้สมัครนั้นชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนและสมาชิกภาพของผู้สมัคร ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้สมัครได้ชำระเงินค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงภายในกำหนดเวลา ก็ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก “เว้นแต่ได้รับการยกเว้นจากมติคณะกรรมการเป็นกรณีพิเศษ ให้ถือว่าการสมัครนั้นเป็นอันสมบูรณ์ตามมติคณะกรรมการ”
(แก้ไขเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552)
ข้อ ๑๐ สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่หนังสือตอบรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ได้มาถึงยังสมาคม
ข้อ ๑๑ สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้
( ๑ ) ตาย
( ๒ ) ลาออก โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการ และคณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสมาคมเป็นที่เรียบร้อย
( ๓ ) ขาดคุณสมบัติสมาชิก
( ๔ ) ที่ประชุมใหญ่ของสมาคม หรือคณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียนเพราะสมาชิกผู้นั้นได้ประพฤตินำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม
ข้อ ๑๒ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
( ๑ ) มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมโดยเท่าเทียมกัน
( ๒ ) มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมต่อคณะกรรมการ
( ๓ ) มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ที่สมาคม ได้จัดให้มีขึ้น
( ๔ ) มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม
( ๕ ) สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาคม และมีสิทธิออกเสียงลงมติต่างๆ ในที่ประชุมได้คนละ ๑ คะแนนเสียง
( ๖ ) มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม
( ๗ ) มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย ๑ ใน ๕ ของสมาชิกสามัญทั้งหมด หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้
( ๘ ) มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพ และข้อบังคับของสมาคมอย่างเคร่งครัด
( ๙ ) มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม
( ๑๐ ) มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของสมาคม
( ๑๑ ) มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
( ๑๒ ) มีหน้าที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
“(๑๓) มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๒๐ ของสมาชิกสามัญทั้งหมดหรือจำนวนสมาชิกสามัญ ไม่น้อยกว่า ๒๕ คน ทำหนังสือคัดค้านมติคณะกรรมการข้อ ๑๖ (๕)”
(แก้ไขเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552)
หมวดที่ ๓
การดำเนินกิจการสมาคม
ข้อ ๑๓ “ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคม มีจำนวนอย่างน้อย ๙ คน อย่างมากไม่เกิน ๑๕ คน ทั้งนี้ ในการประชุมเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการแต่ละวาระให้ที่ประชุมใหญ่กำหนดจำนวนกรรมการแต่ละวาระและให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งกันเองเป็นนายกสมาคมจำนวน ๑ คน และอุปนายก จำนวน ๒ คน สำหรับตำแหน่งกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ ให้นายกสมาคมเป็นผู้แต่งตั้ง ผู้ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่เข้าดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ของสมาคม ตามที่ได้กำหนดไว้
การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกรรมการ ให้ใช้วิธีทำเครื่องหมายกากบาท (x) ลงในช่องทำครื่องหมายบนบัตรเลือกตั้ง และหย่อนบัตรเลือกตั้งลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเอง หรือวิธีการอื่นใดที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ ซึ่งตำแหน่งของกรรมการสมาคมมีตำแหน่งและหน้าที่โดยสังเขป ดังนี้”
(แก้ไขเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552)
( ๑ ) นายกสมาคม ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าการบริหารกิจการของสมาคม เป็นผู้แทนสมาคมในการติดต่อกับบุคคลภายนอกและทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการ และการประชุมใหญ่ของสมาคม
( ๒ ) อุปนายก ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการของสมาคม ปฏิบัติหน้าที่ตามที่นายกสมาคมได้มอบหมายและทำหน้าที่แทนนายกสมาคมเมื่อนายกสมาคมไม่อยู่ หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่การทำหน้าที่แทนนายกสมาคม ให้อุปนายกสมาคมตามลำดับตำแหน่งเป็นผู้กระทำการแทน
( ๓ ) เลขานุการ ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมทั้งหมด เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของสมาคมในการปฏิบัติกิจการของสมาคม และปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเลขานุการในการประชุมต่าง ๆ ของสมาคม
( ๔ ) เหรัญญิก มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคม เป็นผู้จัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย บัญชีงบดุลของสมาคม และเก็บเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของสมาคมไว้เพื่อตรวจสอบ
( ๕ ) ปฏิคม มีหน้าที่ในการให้การต้อนรับแขกของสมาคม เป็นหัวหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ของสมาคม และจัดเตรียมสถานที่ประชุมต่าง ๆ ของสมาคม
( ๖ ) นายทะเบียน มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคม ประสานงานกับเหรัญญิกในการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมจากสมาชิก
( ๗ ) ประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่เผยแพร่กิจการและชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมให้สมาชิกและบุคคลโดยทั่วไปให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย
( ๘ ) กรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควรกำหนดให้มีขึ้นโดยมีจำนวนเมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการข้างต้นแล้ว จะต้องไม่เกินจำนวนที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้ แต่ถ้าคณะกรรมการมิได้กำหนดตำแหน่งก็ถือว่าเป็นกรรมการกลาง คณะกรรมการชุดแรก ให้ผู้เริ่มการจัดตั้งสมาคมเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ประกอบด้วย นายกสมาคม และกรรมการอื่น ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับของสมาคม
ข้อ ๑๔ คณะกรรมการของสมาคมสามารถอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี และดำรงตำแหน่งต่อเนื่องได้ไม่เกิน 2 วาระ เมื่อคณะกรรมการอยู่ในตำแหน่งครบกำหนดตามวาระแล้ว แต่คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ ก็ให้คณะกรรมการที่ครบกำหนดตามวาระรักษาการไปพลางก่อน จนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่จะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ และเมื่อคณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทำการส่งและรับมอบงานกันระหว่างคณะกรรมการชุดเก่าและคณะกรรมการชุดใหม่ ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ
ข้อ ๑๕ ตำแหน่งกรรมการสมาคม ถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระก็ให้คณะกรรมการแต่งตั้งสมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น แต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น
ข้อ ๑๖ กรรมการอาจพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผลต่อไปนี้ คือ
( ๑ ) ตาย
( ๒ ) ลาออก
( ๓ ) ขาดจากสมาชิกภาพ
( ๔ ) ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกจากตำแหน่ง
“(๕) คณะกรรมการลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ออกจากตำแหน่ง”
(แก้ไขเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552)
ข้อ ๑๗ กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อนายกสมาคม และให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะกรรมการมีมติให้ออก
“ข้อ ๑๗/๑ ในกรณีที่กรรมการจะมีมติตามข้อ ๑๖ (๕) กรรมการต้องทำหนังสือเชิญผู้ที่จะมีมติให้ออกมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาโดยหนังสือดังกล่าว ต้องมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๑๕ วันก่อนวันลงมติการแก้ข้อกล่าวหาจะมาด้วยตนเอง หรือทำเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ หากพ้นกำหนดถือว่าสละสิทธิ์การชี้แจง
ข้อ ๑๗/๒ การลงมติให้กรรมการออกจากตำแหน่ง คณะกรรมการต้องมีมติเป็นเอกฉันท์ ๒ ครั้งติดต่อกัน โดยการประชุมครั้งหลังต้องห่างจากการประชุมครั้งแรกไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน และไม่เกิน ๔๕ วัน และองค์ประชุมต้องมีกรรมการเข้าประชุมไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ของจำนวนกรรมการที่เหลืออยู่ และการประชุมครั้งหลังจะต้องไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการได้รับหนังสือตอบรับตามข้อ ๑๗/๓ (๒)
ข้อ ๑๗/๓ เมื่อมีมติที่ประชุมคณะกรรมการให้กรรมการออกจากตำแหน่ง ตามข้อ ๑๖ (๕) ให้ดำเนินการดังนี้
(๑) ให้ติดประกาศมติดังกล่าวไว้ที่ทำการของสมาคม
(๒) ส่งเป็นหนังสือตอบรับให้คณะกรรมการและประธานคณะอนุกรรมการทุกคนทราบภายใน ๑๕ วันนับแต่วันมีมติ
(๓) มติคณะกรรมการครั้งหลังตามข้อ ๑๗/๒ ให้แจ้งสมาชิกทราบภายใน ๑๕ วันนับแต่วันมีมติ
ข้อ ๑๗/๔ ภายหลัง ๔๕ วันนับแต่มีมติครั้งหลังตามข้อ ๑๗/๒ หากไม่มีผู้ใดคัดค้านให้ถือตามมติดังกล่าว
ข้อ ๑๗/๕ การคัดค้านมติคณะกรรมการ ข้อ ๑๖ (๕) ให้สมาชิกเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า๑ ใน ๒๐ ของจำนวนสมาชิกสามัญทั้งหมด หรือจำนวนสมาชิกสามัญไม่น้อยกว่า ๒๕ คนยื่นหนังสือคัดค้านเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อนายกสมาคม”
(แก้ไขเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552)
ข้อ ๑๘ อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ
( ๑ ) มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้
( ๒ ) มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม
( ๓ ) มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการได้ แต่กรรมการที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการ จะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง
( ๔ ) มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ
( ๕ ) มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้
( ๖ ) มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตลอดจนมีอำนาจอื่น ๆ ตาม ข้อบังคับที่กำหนดไว้
( ๗ ) มีหน้าที่ในการบริหารกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงิน และทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม
( ๘ ) มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ตามที่สมาชิกสามัญจำนวน ๑ ใน ๕ ของสมาชิกทั้งหมด ได้ เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ
( ๙ ) มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับเงิน ทรัพย์สินและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ
( ๑๐ ) จัดทำบันทึกการประชุมต่าง ๆ ของสมาคม เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและจัดส่งให้สมาชิกได้รับทราบ
( ๑๑ ) คณะกรรมการอาจแต่งตั้งอนุกรรมการสำหรับกิจการงานของสมาคมได้ และมีอำนาจในการจัดตั้งสำนักงานตัวแทนประจำจังหวัด/ประจำภาคตามแต่เห็นสมควรได้
( ๑๒ ) มีหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้
“(๑๓) มีอำนาจลงมติให้กรรมการออกจากตำแหน่ง”
(แก้ไขเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552)
ข้อ ๑๙ คณะกรรมการจะต้องประชุมกันอย่างน้อย ๓ เดือนต่อ ๑ ครั้ง ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคมโดยให้เลขาธิการเป็นผู้นัดเชิญประชุม
ข้อ ๒๐ การประชุมคณะกรรมการ จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด จึงถือว่าครบองค์ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ ๒๑ ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้านายกสมาคม และอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้คณะกรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเองเพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น
หมวดที่ ๔
การประชุมใหญ่
ข้อ ๒๒ การประชุมใหญ่ของสมาคมมี ๒ ชนิด คือ
( ๑ ) ประชุมใหญ่สามัญ
( ๒ ) ประชุมใหญ่วิสามัญ
ข้อ ๒๓ คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๆ ละ ๑ ครั้ง ภายในเดือน ต.ค. ของทุก ๆ ปี
ข้อ ๒๔ การประชุมใหญ่วิสามัญ อาจมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นสมควรจัดให้มีขึ้น หรือเกิดขึ้นด้วยการเข้าร่วมกันของสมาชิกไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของสมาชิกทั้งหมดหรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดให้มีขึ้น
ข้อ ๒๕ การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบและการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจน โดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วัน และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้ ณ สำนักงานของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๗ ก่อนถึงกำหนดการประชุมใหญ่
ข้อ ๒๖ การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้
( ๑ ) แถลงกิจการในรอบปีที่ผ่านมา
( ๒ ) แถลงบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกรับทราบ
( ๓ ) เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ เมื่อครบกำหนดวาระ
( ๔ ) แต่งตั้งผู้สอบบัญชี
( ๕ ) เรื่องอื่น ๆ ถ้ามี
ข้อ ๒๗ ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของสมาชิกสามัญทั้งหมด หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม แต่ถ้าเมื่อถึงกำหนดเวลาประชุมยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุมให้คณะกรรมการของสมาคมเรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่งโดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน ๑๔ วัน นับแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรก สำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้ ถ้ามีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใด ก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุมยกเว้นถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการร้องขอของสมาชิก ก็ไม่ต้องจัดประชุมใหญ่ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก
ข้อ ๒๘ การลงมติต่าง ๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติมีคะแนนสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ ๒๙ ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่มาร่วมประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่ง ให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น
หมวดที่ ๕
การเงินและทรัพย์สิน
ข้อ ๓๐ การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ เงินสดของสมาคม ถ้ามีให้นำฝากไว้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินที่รัฐบาลรับรองแล้วแต่คณะกรรมการจะพิจารณาเห็นสมควร
ข้อ ๓๑ การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคม จะต้องมีลายมือชื่อของนายกสมาคมหรือผู้ทำการแทน ลงนามร่วมกับเหรัญญิกหรือเลขานุการ พร้อมกับประทับตราของสมาคม (ถ้ามี) จึงจะถือว่าใช้ได้
ข้อ ๓๒ ให้นายกสมาคมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 50,000 บาท( ห้าหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการและคณะกรรมการจะอนุมัติให้จ่ายเงินได้ครั้งละไม่เกิน250,000 บาท (สองแสนห้าหมื่นบาทถ้วน ) ถ้าจำเป็นจะต้องจ่ายเกินกว่านี้ ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคม “ยกเว้นค่าใช้จ่ายในการจัดการอบรมสัมมนา ค่าใช้จ่ายในการจัดการประชุมใหญ่สามัญ/วิสามัญ ให้จ่ายตามความเป็นจริง”
(แก้ไขเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552)
ข้อ ๓๓ ให้เหรัญญิก มีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ไม่เกิน 30,000 บาท( สามหมื่นบาทถ้วน ) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้ จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอำนวยให้
ข้อ ๓๔ เหรัญญิก จะต้องทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุล ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการการรับหรือจ่ายเงินทุกครั้งจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของนายกสมาคมหรือผู้ทำการแทนร่วมกับเหรัญญิกหรือผู้ทำการแทน พร้อมกับประทับตราของสมาคม(ถ้ามี) ทุกครั้ง
หมวดที่ ๖
ผู้สอบบัญชี
ข้อ ๓๕ ผู้สอบบัญชี จะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ใบอนุญาตไม่หมดอายุหรือถูกเพิกถอน
ข้อ ๓๖ ให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งผู้สอบบัญชีทุกปี พร้อมทั้งกำหนดค่าตอบแทน ผู้สอบบัญชีคนใดคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นผู้สอบบัญชีของสมาคมในปีก่อนจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สอบบัญชีของสมาคมในปีต่อมาอีกก็ได้
ข้อ ๓๗ ผู้สอบบัญชี มีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะกรรมการ และสามารถจะเชิญกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถาม เกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมได้
ข้อ ๓๘ คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ
หมวดที่ ๗
การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ
ข้อ ๓๙ ข้อบังคับของสมาคมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น และองค์ประชุมใหญ่จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของสมาชิกสามัญทั้งหมด หรือสมาชิกจำนวน ๑๐๐ คน จึงครบองค์ประชุม มติของที่ประชุมใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด
หมวดที่ ๘
การเลิกสมาคม
ข้อ ๔๐ การเลิกสมาคมจะเลิกได้ก็โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคมซึ่งองค์ประชุมใหญ่ จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของสมาชิกสามัญทั้งหมด หรือสมาชิกจำนวน ๑๐๐ คน จึงครบองค์ประชุม ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฎหมาย มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด
ข้อ ๔๑ เมื่อสมาคมต้องเลิก ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกรมสรรพากร