แนวโน้มการจัดตั้งธุรกิจเพื่อดำเนินธุรกิจในรูปของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และนิติบุคคลในรูปแบบอื่น ได้มีการจัดตั้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ และด้วยระบบการจัดทำบัญชีและระบบการตรวจสอบบัญชีมีความเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งการตรวจสอบของนิติบุคคลจะต้องดำเนินการตรวจสอบโดยบุคคลภายนอกธุรกิจ นั่นก็คือ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และต้องมีความอิสระจากธุรกิจที่ตรวจสอบ แต่ด้วยจำนวนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตมีจำนวนที่ไม่มาก และการเพิ่มขึ้นของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตในแต่ละปี ไม่เพียงพอกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนธุรกิจที่มีการจัดตั้งเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้กระทรวงพาณิชย์ อาศัยพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการยกเว้นไม่ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบ และแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต พ.ศ. 2544 ซึ่งกำหนดให้ธุรกิจขนาดเล็กไม่ต้องผ่านการตรวจสอบในการจัดทำงบการเงิน โดยให้บังคับใช้สำหรับงบการเงินที่มีรอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2545 เป็นต้นไป
นอกจากการจัดทำงบการเงินจะต้องนำส่งต่อหน่วยงานของรัฐ ก็คือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (กรมทะเบียนการค้า) ที่สังกัดกระทรวงพาณิชย์แล้ว (กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ยังจะต้องมีการนำส่งงบการเงินต่อกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง (กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร) เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการในการชำระภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดเก็บรายได้หลักของรัฐ ในการพัฒนาประเทศ ทางกรมสรรพากร ไม่อาจวางใจเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีโดยผู้ประกอบการเอง แล้วนำข้อมูลนั้นแสดงในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ส่งต่อรัฐโดยตรง โดยไม่ผ่านจากการตรวจสอบจากบุคคลภายนอกที่อิสระจากนิติบุคคลนั้น ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ทางกรมสรรพากรจึงได้ออกกฎหมายกำหนดให้มี ผู้สอบบัญชีภาษีอากร โดยให้ตรวจสอบงบการเงินที่ได้รับการยกเว้นการตรวจสอบงบการเงิน โดยอาศัยมาตรา 3 สัตตแห่งประมวลรัษฎากรและประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชี ให้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 98/2544 กำหนดให้มีการจัดการทดสอบเพื่อเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร ให้เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีตามประมวลรัษฎากร ซึ่งเดิมทางกรมสรรพากรได้กำหนดไว้ในกฎหมายภาษีอากรประมวลรัษฎากรว่า ให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเท่านั้น เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีและรับรองงบการเงินตามประมวลรัษฎากร โดยในเบื้องต้น ทางกรมสรรพากรได้ใช้มาตรฐานการสอบบัญชีที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตใช้ เป็นแนวทางในการกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีภาษีอากร ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือ สำนักมาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร กรมสรรพากร
ในปี พ.ศ. 2544 ทางสำนักมาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร (มบ.) ได้จัดให้มีการทดสอบเพื่อเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 98/2544 เป็นครั้งแรก และในปีต่อ ๆ มา จากนั้นผู้สอบบัญชีภาษีอากรก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น คุณอานนท์ โลกานุวัตร ผู้สอบบัญชีภาษีอากร ได้พยายามเสนอแนวคิดการจัดตั้งชมรมผู้สอบบัญชีภาษีอากรขึ้นมา และได้มีผู้สอบบัญชีภาษีอากรจำนวนหนึ่งเห็นด้วย ความคิดนี้ได้กระจายไปยังผู้สอบบัญชีภาษีอากรเป็นวงกว้าง และได้เสนอแนวคิดนี้ไปยังสำนักมาตรฐานสอบบัญชีภาษีอากร ซึ่งทางสำนักมาตรฐานสอบบัญชีภาษีอากรก็เห็นด้วย ทางสำนักมาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร จึงมีแนวคิดส่งเสริมให้บรรดา ผู้สอบบัญชีภาษีอากรรวมตัวกัน เพื่อจัดตั้งชมรมผู้สอบบัญชีภาษีอากร เพื่อจะได้เป็นศูนย์กลางของสมาชิกโดยให้ผู้สอบบัญชีภาษีอากรเป็นสมาชิก และอีกนัยหนึ่งก็คือ เพื่อให้ผู้สอบบัญชีภาษีอากรสะท้อนปัญหาการทำงานต่าง ๆ ของผู้สอบบัญชีภาษีอากรไปยังสำนักมาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร โดยให้ทางชมรมผู้สอบบัญชีภาษีอากรเป็นสื่อกลาง เพื่อนำไปพัฒนาผู้สอบบัญชีภาษีอากรให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ผอ.ลัดดา ศุภวิทยา (ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากรในขณะนั้น) ได้เป็นสื่อกลางในการเชิญผู้สอบบัญชีภาษีอากรทั่วประเทศมาประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรของผู้ประกอบวิชาชีพผู้สอบบัญชีภาษีอากร ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 93 คน มติในที่ประชุมเห็นชอบในหลักการที่จะมีการรวมตัวกันของผู้สอบบัญชีภาษีอากร ในรูปแบบของชมรมหรือสมาคม จึงได้มีการแต่งตั้งผู้แทนจำนวน 33 คน เป็นคณะทำงานก่อตั้งสมาคม โดยมี นาวาอากาศเอกธัชชัย จินต์แสวง เป็นหัวหน้าคณะทำงานร่วมกันพิจารณาการจัดตั้งองค์กร ร่างระเบียบข้อบังคับและดำเนินการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป คณะทำงานได้มีการประชุม ร่างข้อบังคับและดำเนินการจดทะเบียนในนาม“ สมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากร” ต่อกรมการปกครอง และได้รับจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามทะเบียนเลขที่ จ.4640/2550 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2550 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 125 ตอนที่ 3 ง ลงวันที่ 3 มกราคม 2551